วิตามินดีช่วยลดความดัน? หมอเฉลย กินคู่กับ "ยาขับปัสสาวะ" ปลอดภัยจริงหรือ!

กิน "วิตามินดี" คู่กับ "ยาลดความดันโลหิต" ปลอดภัยไหม? เช็กข้อควรระวังก่อนทานคู่กัน
ใครกินยาขับปัสสาวะต้องอ่าน! ระวังภาวะแคลเซียมพุ่งสูง หากทานคู่ "วิตามินดี"
การทานยารักษาโรคประจำตัวควบคู่กับวิตามินเสริมเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง สำหรับผู้ที่ทาน "ยาลดความดันโลหิต" และกำลังพิจารณาทาน "วิตามินดี" เสริมสร้างร่างกาย ข่าวดีคือยาลดความดันส่วนใหญ่สามารถทานร่วมกับวิตามินดีได้อย่างปลอดภัย แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นสำคัญบางประการที่หากทานผิดวิธี อาจเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดสูงได้
1. ยาลดความดันส่วนใหญ่ ทานคู่กับวิตามินดีได้ปลอดภัย
วิตามินดีไม่มีปฏิกิริยาต่อกันอย่างรุนแรงกับยาลดความดันโลหิตกลุ่มหลักๆ และไม่มีหลักฐานว่าการเสริมวิตามินดีในขนาดปกติจะลดประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ ยาที่สามารถทานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ได้แก่:
- กลุ่ม ACE inhibitors: เช่น ยาลิซิโนพริล (Lisinopril), รามิพริล (Ramipril), อีนาลาพริล (Enalapril)
- กลุ่ม ARBs: เช่น ยาโลซาร์แทน (Losartan), ออลมีซาร์แทน (Olmesartan), วาลซาร์แทน (Valsartan)
- กลุ่ม Calcium channel blockers: เช่น ยาแอมโลดิพีน (Amlodipine), นิเฟดิพีน (Nifedipine)
- กลุ่ม Beta blockers: เช่น ยาเมโทโพรลอล (Metoprolol), คาร์เวดิลอล (Carvedilol)
2. ข้อยกเว้นสำคัญ: ยาขับปัสสาวะกลุ่มไธอะไซด์ (Thiazide Diuretics)
ยาขับปัสสาวะกลุ่มไธอะไซด์ (Thiazide) หรือที่มักเรียกว่า "ยาขับน้ำ" เป็นยาลดความดันที่ทำงานโดยการขับโซเดียมและน้ำออกจากร่างกาย แต่ในทางกลับกัน ยา กลุ่มนี้จะทำให้ร่างกาย "กักเก็บแคลเซียม" ไว้มากขึ้น
ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Hydrochlorothiazide (HCTZ), Chlorthalidone, Indapamide และ Metolazone
เมื่อทานวิตามินดีขนาดสูง (High-dose) ร่วมกับยาขับปัสสาวะกลุ่มนี้ วิตามินดีจะไปเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้ระดับแคลเซียมในเลือดพุ่งสูงขึ้น จนเกิดภาวะ Hypercalcemia (แคลเซียมในเลือดสูงเกิน) โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงดังนี้:
- ผู้ที่ทานวิตามินดีปริมาณสูงติดต่อกันนาน
- ผู้ที่ทานอาหารเสริมแคลเซียมควบคู่ไปด้วย
- ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่มีภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperparathyroidism)
- ผู้สูงอายุ
3. สังเกตสัญญาณเตือน "ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง"
แม้ภาวะนี้จะไม่เกิดขึ้นบ่อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจเป็นอันตรายได้ หากคุณทานยาขับปัสสาวะคู่กับวิตามินดีแล้วมีอาการเหล่านี้ ควรรับปรึกษาแพทย์ทันที:
- คลื่นไส้ หรืออาเจียน
- ท้องผูกผิดปกติ
- กระหายน้ำบ่อย และปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
- สับสน หรือมึนงง
4. วิตามินดี ช่วยลดความดันโลหิตได้จริงหรือ?
หลายคนเชื่อว่าการทานวิตามินดีช่วยลดความดันได้ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ มักมีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากวิตามินดีมีส่วนช่วยควบคุมระบบ RAAS (Renin-Angiotensin-Aldosterone System) ที่ทำหน้าที่ดูแลความดันโลหิต
อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ระบุว่า การทานวิตามินดีเสริมไม่ได้ช่วยลดระดับความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ในคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายปกติอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรใช้วิตามินดีแทนยาลดความดัน และต้องทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
ขนาดการทานวิตามินดีที่ปลอดภัย
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีภาวะขาดวิตามินดี ปริมาณแนะนำทั่วไปจะอยู่ที่ 800–2,000 IU ต่อวัน (ยกเว้นกรณีแพทย์สั่งจ่ายปริมาณสูงพิเศษเป็นการชั่วคราวเพื่อรักษาอาการขาดวิตามิน) การทานในปริมาณที่มากเกินไปเป็นเวลานาน นอกจากจะเสี่ยงภาวะแคลเซียมในเลือดสูงแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด นิ่วในไต ได้อีกด้วย
อ้างอิงข้อมูล: บทความทางการแพทย์จาก Verywell Health (ตรวจสอบโดย เภสัชกรหญิง Sara Hoffman, PharmD)
- ไทยมีครบทุกน้ำ! ต่างชาติอวย 5 เครื่องดื่ม "ขับสารพิษ" บำรุงตับ-ฟื้นฟูไต ประโยชน์สองเด้ง
- วันละกี่ครั้งดีที่สุด? ฮาร์วาร์ดเผยความถี่ "ขับถ่าย" ที่ช่วยให้อายุยืนยาวขึ้น 4.5 ปี

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
